Archives สิงหาคม 2020

ประเทศญี่ปุ่น

ดอกไม้เปลี่ยนสีที่ประเทศญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่น หรือดินแดนอาทิตย์อุทัย ที่ชาวไทยรู้จักกันดี เพราะประเทศญี่ปุ่นนี้ถือเป็นประเทศที่เป็นอันดับต้นๆของนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเราที่กาไว้ว่านี่คือจุดหมายที่ทุกคนอยากไป บางคนนั้นไปญี่ปุ่นแทบจะหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยรู้สึกเบื่อหรืออิ่มกับความรู้สึกในการไปเที่ยวที่ประเทศแห่งนี้เลย อาจจะเพราะด้วยวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น

รวมกับอุปนิสัยของคนญี่ปุ่นที่น่ารักและมีไมตรี จึงเป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์ที่ทำให้คนไทยหลายๆคนหลงใหลและอยากไปเที่ยว ยังไม่นับถึงอาหารการกินที่มีแต่ของอร่อย แล้วถึงของฝากที่มีแพคเกจจิ้งน่ารักๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศนี้จริงๆ วันนี้จึงอยากจะมาแนะการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น

อีกหนึ่งมุมมองที่เปลี่ยนไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติกับดอกไม้เปลี่ยนสีในภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งที่นี่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ที่คลุมพื้นที่อยู่ทั้งหกจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด อาโอโมริ จังหวัดมิยางิ จังหวัดอาคิตะ จังหวัดอิวาเตะ ซึ่งแต่ละจังหวัดก็จะมีชื่อเสียงในเรื่องของการชมดอกไม้เปลี่ยนสีที่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งมีตรงจุดไหนอะไรกันบ้าง มาติดตามกันได้เลย

ทะเลสาบโทวะดะ จังหวัดอาโอโมริ เพราะที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่น และเป็นทะเลสาบที่มีความลึกเป็นอันดับสามของประเทศญี่ปุ่นด้วย โดยที่นี่มีจุดเด่นคือความสวยงามของลำธารธรรมชาติ และเมื่อถึงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี่ที่มีความงดงามของสีสันใบไม้แล้วสะท้องลงไปตามลำธารนั้นทำให้ภาพบรรยากาศของที่นี่ดูงดงามอย่างที่สุด

หุบเขามัตสึคาวะ จังหวัดอิวาเตะ จุดเด่นของที่นี่คือสะพานมัตทสึคาวะ ที่สามารถที่จะทำให้คุณมองเห็นวิวอันงดงามของดอกไม้เปลี่ยนสีได้แบบสามร้อยหกสิบองศา ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการรับชมดอกไม้เปลี่ยนสีของที่นี่นั้น แนะนำให้คุณมาที่นี่ตอนช่วงเดือนตุลาคมได้เลย รับรองว่าประทับใจแน่นอน

หุบเขาดาคิกาเอริ จังหวัดอาคิตะ อีกหนึ่งที่ ที่คุณต้องไม่พลาดหากที่จะต้องการดูความสวยงามของดอกไม้เปลี่ยนสี เพราะที่นี่นั้นมีเส้นทางชมวิวที่สวยงามให้คุณได้เพลิดเพลินอย่างมามากมายไม่ว่าจะเป็นทางเดินริมแม่น้ำ หรือสะพานข้ามหุบเขาที่รับรองว่าเมื่อคุณเห็นภาพบรรยากาศที่นี่แล้วนั้น คุณจะไม่มีวันลืม

ช่องเขานารุโกะ จังหวัดมิยางิ จุดเด่นของนี่ที่คือการนั่งรถไฟชมวิว ที่มีใบไม้สีแดง สีเหลืองและสีเขียวตัดสลับกันไปมา ซึ่งหากใครก็ตามที่ได้มีโอกาสมานั่งรถไฟชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่นั่น ราวกับว่าได้หลุดเข้ามาในเทพนิยายเลยก็ว่าได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub

วัดมหาธาตุ

พาเที่ยวกรุงเก่ามาไหว้วัดมหาธาตุที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

           วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับกรุงเทพฯเราสามารถขับรถมาเที่ยวที่นี่ได้โดยไม่จำเป็นต้องค้างคืนแต่ถ้าใครอยากจะเที่ยวที่พระนครศรีอยุธยาหลายคืนก็สามารถที่จะทำการจองโรงแรมได้ซึ่งที่นี่ก็จะมีโรงแรมให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าพักได้ตลอด 24 ชั่วโมงกันเลยทีเดียวล่ะค่ะแต่ถ้าหากใครอยากจะไปแบบเช้าเย็นกลับแล้วเราก็สามารถขับรถมาเที่ยวที่นี่ได้แหล่งท่องเที่ยวของพระนครศรีอยุธยาที่ขึ้นชื่อเลย

ก็คือการขับรถมาทำบุญไหว้พระเยี่ยมชมซากโบราณมาที่นี่เป็นกรุงเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งเราจะสามารถเห็นซากปรักหักพังเป็นซากความเจริญรุ่งเรืองที่เคยมีมาในอดีตซึ่งวันนี้เราจะพากันไปเที่ยวและไปชื่นชมความงามของวัดมหาธาตุซึ่งเป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงมากในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาชาวต่างชาติหรือแม้แต่คนไทยต่างก็นิยมไปไหว้และไปชมความงดงามและความเจริญรุ่งเรืองในอดีต

สำหรับที่วัดมหาธาตุแห่งนี้นะคะเป็นวันที่มีความเก่าแก่มายาวนานแต่ว่าตอนนี้เนื้อเพลงสร้างให้เราได้ดูเพราะว่าถูกทำลายลงเมื่อสมัยช่วงที่มีสงครามเกิดที่กรุงศรีซึ่งเป็นสงครามครั้งที่ 2 สำหรับที่นี่จะเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมธาตุและยังเป็นที่คำนามของสมเด็จพระสังฆราชอีกด้วยวัดมหาธาตุนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งของจังหวัดกรุงศรีอยุธยาถึงแม้ว่าจะมีร่องรอยของการถูกทำลายไปเยอะ

แต่ก็ยังคงความงดงามและความน่าอัศจรรย์ใจว่าทำไมคนในสมัยโบราณที่ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยอะไรเลยกลับได้สร้างสิ่งที่สวยงามเอาไว้ให้ลูกหลานที่สามารถดูกันได้เพราะหากเราได้ไปเห็นจะเห็นได้ว่าการก่อสร้างวัดมหาธาตุนั้นเป็นการใช้อิฐแดงก่อสร้างต่อๆกันไปให้มีความสูงตามรูปทรงต่างๆก่อนที่เราจะเข้าไปภายในบริเวณวัดมหาธาตุนั้นที่นี่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถซื้อของที่ระลึกเอากลับไปเป็นของฝากให้กับเพื่อนๆได้และถ้าหากใครจะเข้าไปชมความงามด้านในแล้วก็จะต้องมีการซื้อตั๋วก่อนเข้าชมด้วยนะคะ

ไม่เข้าไปบริเวณในพื้นที่เขตของวัดมหาธาตุก็จะมีการติดป้ายแนะนำข้อมูลต่างๆซึ่งเราสามารถอ่านประวัติความเป็นมาของแต่ละที่ได้ตามป้ายนี้ได้เลยค่ะซึ่งจะมีทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศคอยให้บริการนักท่องเที่ยวที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศอีกด้วยซึ่งจะมีการอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของวัดมหาธาตุแห่งนี้และที่เป็นไฮไลท์ของวัดอีกจุดหนึ่งก็คือเราจะสามารถไปชมต้นโพธิ์ที่มีความใหญ่มากแต่ที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือตรงบริเวณใต้ต้นโพธิ์นั้นเราจะเห็นหน้าพระพุทธรูปแทรกอยู่ระหว่างกลางต้นโพธิ์

ซึ่งนักท่องเที่ยวมักจะนิยมมาถ่ายรูปที่บริเวณนี้กันเป็นจำนวนมากและถึงแม้จะถูกศัตรูที่มารุกรานจุดไฟเผาไหม้ไปเยอะแต่ก็ยังคงร่องรอยของอารยธรรมที่งดงามจะมีสร้างพระพุทธรูปหลายองค์ประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุแห่งนี้ประวัติความเป็นมานั้นจะมีทั้งพระปรางค์ซึ่งมีขนาดองค์ที่ใหญ่มากแต่ปัจจุบันก็ได้พังทลายไปแล้วและที่นี่ยังมีเจดีย์ 8 เหลี่ยม

ซึ่งมีการสร้างได้ลดหลั่นกันทั้งหมด 4 ชั้นรวมถึงยังมีวิหารที่ฐานชุกชีและยังมีพระปางขนาดกลางซึ่งแต่ละอย่างที่กล่าวมานี้ก็เป็นศิลปะตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งเราควรอนุรักษ์เอาไว้ ต่อกันหากใครที่ชื่นชอบศิลปะโบราณต่างๆแนะนำเลยว่ามาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะเพราะวัดมหาธาตุแห่งนี้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยนะคะ

 

สนับสนุนโดย  สมัครเอเย่นต์ ufabet

เยาวราช

ร้านเด็ดที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวเยาวราชในยามค่ำคืน

เยาวราช ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยเลยก็ว่าได้ มีหลายร้านเด็ดหลายร้านดังที่เราไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสได้ไปเยาวราช วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักร้านอาหารอร่อยที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวเยาวราชในยามค่ำคืนว่ามีร้านไหนบ้าง

1.ขนมปังเยาวราช 

ร้านนี้นี่ถือว่าเป็นร้านขนมปังเจ้าดังประจำเยาวราชเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าใครที่ได้ไปเยาวราชก็จะต้องไม่พลาดโอกาสไปต่อแถวเพื่อรอชิมความอร่อยของขนมปังร้านนี้ ซึ่งมีขนมปังให้เลือกชิมหลายไส้ มีไส้เนยนม แต่ไส้ที่ยืนหนึ่งและห้ามพลาดของร้านเลยนั้นคือไส้เนยนม ใครได้กินเป็นต้องติดใจ ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามธนาคารออมสิน เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 16.30-21.00 น.

2.ขนมเบื้องป้าแอ๋ม

ขนมเบื้องของป้าแอ๋มนั้นมีไส้ให้เลือก 4 ไส้ โดยขายเป็นชุดชุดละ 40 บาท ใน 1 ชุดมีขนมเบื้อง 4 ชิ้น ตกชิ้นละ 10 บาท ตัวขนมมีขนาดชิ้นที่ใหญ่คุ้มค่ากับราคา ร้านขนมเบื้องป้าแอ๋มนั้นเป็นรถเข็นเล็กๆซึ่งจอดขายในช่วงกลางคืนบนถนนเยาวราช เปิดขายทุกวัน ตั้งแต่ 18.00 – 23.00 น.

3.ครัวพรละมัย

ร้านนี้ดังในเรื่องของสุกี้แห้งกระทะร้อนซึ่งมีต้นแบบมาจากจีนแต้จิ๋ว และร้านพรละมัยเองก็เปิดมานานกว่า 25 ปี จากระยะเวลาดังกล่าวก็น่าจะบ่งบอกได้ถึงความอร่อย เพราะถ้าไม่อร่อยคงไม่ขายมายาวนานขนาดนี้ และมีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ใครที่อยากสัมผัสสุกี้กระทะร้อนเของร้านพรละมัยสามารถไปชิมได้ในวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 18.00 – 02.00 น. ร้านอยู่ในซอยแปลงนาม

4.ก๊วยจั๊บนายอ้วน หรือ ก๊วยจั๊บ อ้วนโภชนา

คิดถึงก๊วยจั๊บหมูกรอบต้องไม่พลาดก๊วยจั๊บร้านนี้ ด้วยความที่ร้านมีความขึ้นชื่อในเรื่องของการปรุงรสน้ำซุปให้มีความกลมกล่อมและไม่มีความฉุนหรือเผ็ดจากพริกไทยมากไป ร้านนี้จึงเป็นร้านที่มีชื่อเสียงและลูกค้าต่อคิวรอกินกันอย่างล้นหลาม ถ้ามีโอกาสไปเยาวราชแล้วนั้นจะต้องไม่พลาดไปชิมร้านนี้เลย ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามโรงหนังไชน่าทาวน์ เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ โดยวันอังคาร-วันเสาร์ร้านจะเปิดตั้งแต่เวลา 18.00-03.00 น. ส่วนวันอาทิตย์ ร้านจะเปิดตั้งแต่เวลา 18.00-00.00 น. 

5.sweettime

ร้านขนมหวานขึ้นชื่อประจำเยาวราชในตอนกลางคืน ขนมของร้านก็มีให้เลือกกินอย่างหลากหลายทั้งขนมหวานประเภทร้อนและขนมหวานประเภทเย็น ราคาก็ไม่แพง แถมความอร่อยก็ไม่ธรรมดา ร้านอยู่ตรงข้ามโรงแรมHotel Royal Bangkok เปิดขายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 13.30-22.00 น. 

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของร้านเด็ดร้านดังที่เปิดขายในเยาวราชเวลากลางคืนเท่านั้น ยังมีอีกหลายร้านที่เราไม่ควรพลาด หากคุณมีโอกาสได้ไปเยาวราชแล้วคุณต้องไม่พลาดที่จะไปต่อแถวเข้าคิวรอกินของอร่อยเหล่านี้ เพราะถ้าไม่งั้นแล้วจะถือว่าไปไม่ถึงเยาวราชเลยก็ว่าได้

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100

กาญจนบุรี

กาญจนบุรีกับ 4 สถานที่ ที่ต้องไปลอง

กาญจนบุรี ช่วงฤดูฝนอากาศจะเย็นสบาย ไม่ร้อนมากนัก ทำให้เราได้นึกถึงสายน้ำ ป่า ภูเขา หากจะหาที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เดินทางไม่ไกลมากได้บรรยากาศที่ดีตลอดทั้งการเดินทาง และรถไม่ติด หนีความวุ่นวายช่วยให้จิตใจกลับมากระชุ่ม กระชวยได้ ก็ต้องขอแนะนำจังหวัด กาญจนบุรี 

ที่จังหวัดกาญจนบุรีมีสถานที่มากมายและที่พักหลากหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมส่วนใหญ่ คือ บ้านพักติดริมน้ำ หรือบ้านพักที่อยู่บนแพ มองออกนอกหน้าต่างเห็นแม่น้ำ ป่า บรรยากาศเย็นสดชื่น อีกทั้งยังมีกิจกรรมให้ทำสำหรับสายลุยด้วย  แต่กาญจนบุรีไม่ได้มีดีแค่บรรยากาศ ไหนๆ ก็เดินทางมาที่นี่แล้ว เรามี 4  สถานที่ ที่น่าลองไปดูมาฝากกัน

1.ซาฟารีปาร์ค

สวนสัตว์เปิด ซาฟารีปาร์ค ตั้งอยู่ที่ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี หากเรานึกถึงการไปสวนสัตว์ ที่เคยรู้จัก ก็คงนึกถึงการเดินดูสัตว์ไปเรื่อยๆ ดูสัตว์ที่อยู่ในกรง แต่ที่นี่ไม่ใช่ ที่ซาฟารีปาร์คเราจะได้นั่งรถมินิบัสเข้าไปในที่อยู่อาศัยของสัตว์ ได้ให้อาหาร และถ่ายภาพร่วมกับน้องๆ เรียกได้ว่าใกล้ชิดแบบสุดๆ โซนสัตว์ที่นี่จะแบ่งเป็น กวาง ม้าลาย เสือ สิงโต และไฮไลท์ คือ ยีราฟ หากอยากใกล้ชิดมากขึ้น เราสามารถซื้อโปรแกรมชมสัตว์แบบส่วนตัวได้ด้วย 

ค่าบริการเริ่มต้นอยู่ที่ 200 บาท (ผู้ใหญ่) และ 100 บาท (เด็ก)  เวลาทำการเปิด 09.00 น. – 17.00 น.

2.สะพานข้ามแม่น้ำแคว 

ทางรถไฟที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำ เป็นเส้นทางรถไฟในประวัติศาสตร์ เกิดในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นจากหยาดเหงื่อแรงงานของเชลยศึกในยุคนั้น ว่ากันว่าต้องมีผู้คนจำนวนมากที่จบชีวิตลงในขณะสร้างเส้นทางรถไฟและสะพานนี้ หนึ่งไม้หมอน เทียบเท่ากับหนึ่งชีวิต 

สะพานนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยและเปิดให้ใช้งานในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2488 และไม่นานก็ถูกโจมตีทางอากาศและพังลง เมื่อสิ้นสุดสงคราม รัฐบาลไทยได้ซื้อทางรถไปนี้มาเป็นของประเทศในราคา 50  ล้านบาท และซ่อมแซมจนสามารถใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน 

มาที่นี่นอกจากจะมาเก็บบรรยากาศถ่ายรูปเล่นกับทางรถไฟแล้ว ยังมีบริการนั่งเรือท่องเที่ยววัด และถ้ำที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วย เรียกได้ว่า กิน เที่ยว ถ่ายรูป ครบเลยทีเดียว

3.วัดถ้ำเสือ 

กราบนมัสการพระธาตุ และพระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุด ในจังหวัดกาญจนบุรี ไหนๆ เราก็มาเที่ยวแล้ว เข้าวัดสักหน่อยทริปนี้จะได้สมบูรณ์แบบ วัดถ้ำเสือมีความกว้างขวางใหญ่โตมาก และบรรยากาศที่นี่ก็ค่อนข้างเย็นสบายมีลมพัดผ่าน ที่โดดเด่นของที่นี่ คือ ทางขึ้นที่สูงชัน ทำให้มีบริการรถรางรับ-ส่งขึ้นลง สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเดินขึ้น  เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ๆ ห้ามพลาดอีกหนึ่งที่

4.มีนา คาเฟ่

ตบท้ายด้วยคาเฟ่กันดีกว่า สมัยนี้ใครๆ ก็ไปคาเฟ่กัน ที่จริงแล้วคาเฟ่มีอยู่หลากหลายที่ แต่ที่เลือกมีนา คาเฟ่ เนื่องจากอยู่ใกล้วัดถ้ำเสือ หากมาวัดทำบุญไหว้พระเรียบร้อยก็สามารถเวะมาถ่ายรูปกับท้องทุ่งนา สั่งเครื่องดื่มหวานเย็นแก้กระหาย ที่นี่ได้เลย เป็นการปิดทริปที่สวยงาม หรือจะแวะที่นี่ก่อนแล้วค่อยไปต่อวัดถ้ำเสือก็สามารถทำได้

จริงๆ แล้วกาญจนบุรีมีที่ท่องเที่ยวมากมาย เรียกได้ว่ามาที่นี่ก็น่าจะครบ เป็นทริปที่เพอร์เฟคได้ เที่ยวอย่างมีความสุข สนุกเพลิดเพลิน และอย่าลืมระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย

 

 

สนับสนุนโดย  www.ufa168.co ลิงค์เข้าใช้งานค่ะ